[ article] คัมภีร์ เคล็ดวิชา Storytelling EP.1

 
 
 

บ่ายวันหนึ่งในคาบเรียนวิชาการออกแบบ Corporate Identity(เอกลักษณ์องค์กร) ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของไทย ซึ่งในวันนี้เป็นวันพรีเซนต์ Logo design นักศึกษาทุกคนจะต้องออกมาพรีเซนต์โลโก้ที่ตัวเองออกแบบมาทีละคน นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งนั่งดูการพรีเซนต์ของเพื่อนๆคนแล้วคนเล่า โลโก้แต่ละอันมีความสวยงามตั้งแต่ระดับธรรมดาจนไปถึงสวยงามมาก ซึ่งชายหนุ่มคนนั้นรู้สึกว่าโลโก้ของตนนั้นออกจะด้อยกว่าคนส่วนใหญ่

จากนั้นก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น!! เมื่อคิวก่อนหน้าตนเองพรีเซนต์จบลงนั้นเอง อาจารย์ได้ลุกขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด และแสดงความไม่พอใจต่อนักศึกษาที่พรีเซนต์ไปแล้วทั้งหมด..จับใจความได้ว่า

การออกแบบถ้ามันแค่ “สวยงาม” มันก็แค่นั้น มันต้องมี “เรื่องราว” ด้วย ถ้ามันแค่สวย ใครๆก็ทำให้สวยได้

หลังจากอาจารย์พูดจบ ก็ให้ชายหนุ่มคนนั้นขึ้นพรีเซนต์ต่อ
ชายหนุ่มคนนั้นคิดในใจ
“ชิบหายแล้วว!! ทำไงดีเนี่ยยย!!”
 
ชายหนุ่มพยายามคิดหาเรื่องราวมาให้โลโก้ของตัวเองในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ทันใดนั้นเองก็ได้เรื่องราวมาเรื่องนึง เนื่องจากโลโก้ของชายหนุ่มเป็นรูปสิงโตพ่อลูก เรื่องราวที่เชื่อมโยงมาได้ในทันที จึงมาจากหนังการ์ตูนที่เคยดูในวัยเด็ก...ใช่แล้วครับ “The Lion King” นั่นเอง ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวของความรักสิงโตพ่อลูก คล้ายกับการ์ตูนเรื่องนั้นอยู่ประมาณ 5 นาที เมื่อจบการบรรยาย สิ่งที่อาจารย์ตอบกลับมาคือ
“Very Good”
พร้อมกับเสียงปรบมือของนักศึกษาและอาจารย์ทั้งห้อง

หลังจากนั้นทุกครั้งที่ชายคนนี้ทำงานไม่ว่าจะเป็นงานด้าน ออกแบบ, Creative หรือการตลาดก็ตาม จะมีเรื่องราวสอดแทรกเข้าไปในชิ้นงานเสมอ ซึ่งทำให้งานต่างๆเป็นที่พึงพอใจของลูกค้าเป็นจำนวนมาก
10 ปีต่อมา ชายคนนั้นกำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่...ใช่แล้ว ชายคนนั้นคือผมนั่นเอง!!
ผมได้ใช้วิธีการนี้ทำงานมาโดยตลอด โดยไม่เคยรู้เลยว่ามันมีชื่อเรียกของมันด้วย มันคือ “Storytelling” นั่นเอง
(ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ขอบพระคุณอาจารย์ท่านนั้นเป็นอย่างสูงที่ทำให้ผมมาถึงจุดนี้ครับ)
 
Storytelling จะมีประโยชน์มากในการนำเสนอสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบท, เขียนนิยาย, งานออกแบบ, สินค้า รวมไปถึงธุรกิจ แม้ว่ามันไม่ได้การันตี 100% ว่าทุกคนต้องชอบสิ่งที่คุณนำเสนอแน่นอน แต่มันเพิ่มโอกาสได้ เหมือนกับการจีบสาวครับ คนที่จีบสาวเก่ง ไม่ได้แปลว่าเค้าต้องจีบผู้หญิงทุกคนติด 100% แต่เค้ามีโอกาสจีบติดมากกว่าคนทั่วๆไป
ตัวผมเองก็ไม่ได้ขายงานได้ 100% เช่นกัน แต่ก็เชื่อว่า Storytelling ทำให้คนสนใจงานของผมมากขึ้น
 
ก่อนที่ผมจะลงลึกไปในรายละเอียดของ Storytelling ผมจะขออธิบายให้เห็นภาพง่ายๆนึดนึง
 
ถ้าเปรียบชิ้นงานเหมือนผู้หญิง ลองนึกภาพตามนะครับ(ผู้หญิงก็นึกภาพตามได้นะครับ ผมเข้าใจว่าผู้หญิงก็ชอบมองผู้หญิงสวยเหมือนกัน)
 

เหตุการณ์ที่1, เหตุการณ์ที่2


เหตุการณ์แรก มีผู้หญิงคนนึงซึ่งสวยมากๆ สวยตรงสเปคคุณเลย(ให้คะแนนความสวยซัก 9.5เต็ม 10) เดินผ่านคุณไป คุณอาจจะสะดุดตาจนต้องมองเหลียวหลัง และอาจจะหลงรักในทันที หลังจากนั้นคุณก็ไม่เจอเธออีกเลย เธอคนนั้นอาจจะอยู่ในหัวคุณเป็นวันหรือเป็นอาทิตย์ แต่สุดท้ายคุณก็ไม่รู้สึกอะไรมากที่ไม่ได้เจอเธออีก อย่างมากก็เสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จัก
 
เหตุการณ์ที่สอง คุณมีเพื่อนผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง คุณรู้จักเธอมาซักระยะนึงแล้ว เธอสวยสู้คนแรกไม่ได้เลย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแย่ (ให้คะแนนความสวยซัก 6เต็ม 10) คุณรู้ว่าเธอเพิ่งเรียนจบไม่นาน และกำลังทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง เธอเป็นคนขยัน นอกจากทำงานจันทร์-ศุกร์แล้ว เสาร์-อาทิตย์ เธอยังตั้งร้านขายเสื้อผ้าในตลาดนัด พ่อเธอเสียไปนานแล้ว แม่ของเธอทำงานมีรายได้ไม่มากนัก เธอจึงตั้งใจรับผิดชอบค่าเล่าเรียนของน้องชายแทนแม่ คุณยังเคยไปช่วยเธอขายเสื้อผ้าด้วย เธอชอบกินผักแต่ไม่ชอบกินถั่วงอก แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นผู้หญิงที่สวยมาก แต่คุณก็ชอบมองเธอเวลาเธอยิ้ม

หลายๆคนก็คงเคยเจอเหตุการณ์ที่คล้ายๆ 2 เหตุการณ์นี้ แน่นอนว่าคนในเหตุการณ์ที่ 2 มักจะเป็นคนที่เราจดจำได้ยาวนานกว่ามาก อาจจะถึงขั้นหลงรักด้วยซ้ำ และบางทีอยากลืมยังลืมไม่ได้เลย T^T
 
สังเกตมั้ยครับว่าคนที่ 2 ผมแทบจะไม่ได้พูดถึงเรื่องความสวยเลย แต่เค้ากลับเข้าไปอยู่ในใจเราแล้ว คนแรกแม้สวยดั่งนางฟ้า แต่กลับอยู่ในใจเราได้เพียงไม่นาน 
 
การได้รับรู้ชิ้นงานที่สวยงาม แต่ปราศจากเรื่องราว ก็เหมือนกับการพบสาวสวยในเหตุการณ์แรก
ส่วนการได้รับรู้งานชิ้นที่2 แม้จะไม่ได้สวยงามเท่าชิ้นงานแรก แต่พอได้รับรู้เรื่องราว ที่มาที่ไปของมัน ก็จะทำให้ผู้ที่ได้รับรู้ จดจำและรู้สึกดีกับชิ้นงานได้มากกว่า
 
ตอนนี้เรารู้แล้วว่า Storytelling ทำให้การจดจำที่ดีกว่าและรู้สึกดีมากกว่า แต่มันเพราะอะไร? เราจะมาไขความลับนี้ ไปด้วยกันในตอนหน้านะครับ ^_^

กดติดตามกัน เพื่อรับเรื่องราวดีๆ
Post by : Sam, Inspire Eater
ผมเชื่อว่าแรงบันดาลใจสำคัญมากต่อการขับเคลื่อนตัวเองให้ผ่านอุปสรรคต่างๆ ผมเคยเป็นคนไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีเป้าหมายมาก่อน แต่เมื่อผมได้ลองขับเคลื่อนตัวเองด้วยแรงบันดาลใจที่มากพอมา 4-5 ปี ผมพบว่าชีวิตที่มีแรงบันดาลใจกับไม่มี ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ติดตามได้ที่ เพจ Peeling The Mango และ เพจ Japan Memo

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles