[ article] เมื่อผมร่วมวงจกปลาร้ากับชาวนา ตอนอายุ 22

 
 
 
ที่มาภาพ : www.bloggang.com

ผมเดินออกมาจากนาข้าวด้วยความเหนื่อยอ่อน หน้าแดง รู้สึกถึงความร้อนผ่าวไปทั้งตัวจากแดดเปรี้ยงที่ส่องผ่านท้องฟ้าใสไร้เมฆ   เมื่อมาถึงวงกับข้าวมื้อเที่ยงมีกับข้าว 3-4 อย่าง มีลาบ น้ำตก หมูทอด ทุกอย่างดูน่าทาน แต่มีกับข้าวอย่างหนึ่งที่พวกผมงุนงงก็คือ ปลาร้าเป็นตัว... ตัวใหญ่เสียด้วย(ประมาณเท่าฝ่ามือ) เรากลุ่มนักศึกษาต่างมองหน้ากัน และตกลงด้วยสายตาว่า "โอเคลองดู"    ผมและเพื่อนๆพยายามกินแต่ก็กินไม่สำเร็จด้วยเพราะกินไม่เป็นแกะไม่ได้สุดท้ายก็ยอมแพ้และปล่อยเหลือไว้คาจานอย่างนั้น ประมาณ 4 ตัว  

ชาวนาที่จัดกับข้าวมองมาที่ปลาร้าจานนั้นด้วยสายตารู้สึกเสียดายปนรู้สึกผิด พี่ชาวนาลุกขึ้นเดินมาหาเราหยิบจานขึ้นแล้วพูดว่า
"ของดีมากเลยนะ ทำไมไม่ทาน นี่หมักไว้นานมากเลยนะ..."

 
ที่มารูป : http://www.bansuanporpeang.com/node/26769
**ภาพสมมติบรรยากาศ**  ที่มาภาพ : http://www.bansuanporpeang.com/node/26769
 
ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2547
ผมเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เกิดความอยาก "เดินทาง" สัมผัสชีวิตที่ต่างออกไป  ใกล้ปิดเทอมแล้วจึงเริ่มคิดๆว่าจะเดินทางไปไหนดี  ขณะกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร ผมเผลอทำข้าวหกลงพื้น 3-4 เม็ด รู้สึกเสียดายแล้วพูดขึ้นว่า "ไม่ใช่ลูกชาวนาทำข้าวหก" (เป็นคำพูดติดปากเพราะส่วนตัวคิดว่าเราไม่ใช่ชาวนาเราไม่มีสิทธิ์กินข้าวเหลือหรือทำข้าวหกสักเม็ดเดียว) พออุทานเสร็จก็ปิ๊งแวบความคิดนึง
"เราน่าจะลองไปสัมผัสวิถีชาวนาดูนะว่า กว่าจะได้ข้าวจานนึงของเราเนี่ย เค้าลำบากแค่ไหน"

พอโปรเจคเกิดผมก็ชักชวนเพื่อนๆพี่ๆน้องๆร่วมเดินทางรวมทั้งสิ้น 10 คน
โดยมีกติกาข้อเดียวคือ "เมื่อไปถึงที่นั่นห้ามไปกินข้าวฟรี นอนฟรี ต้องทำงานทำนาแลกข้าว แลกที่ซุกหัวนอน"
บรรยากาศเริ่มคึกคัก ดั่งพลังแรงดึงดูดพอเราตื่นเต้นก็มีคนเข้ามาช่วยทันที ลุงผมแนะนำให้ไป จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร เพราะที่นั่นมีญาติห่างๆ ทำงานอยู่ที่ ธนาคารเพื่อการเกษตร จึงน่าจะพาไปทำนาและใช้ชีวิตวิถีชาวนาได้    เมื่อทุกอย่างลงตัวพวกผม 10 คน จึงได้ออกเดินทางโดยนั่งท้ายรถกระบะกันไปใช้เวลาในการเดินทางข้ามคืน  ถึงแม้การนั่งท้ายรถกระบะข้ามคืนลมเย็นหนาว และเมื่อยมากแต่ทุกคนก็สนุกคุยเล่นตื่นเต้นกับการจะได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆ

เมื่อไปถึงบ้านญาติทุกอย่างแปลกใหม่ เราเดินทางไปวัดทำบุญ ทานอาหารแปลกๆ แมลงแปลกๆ ทุกอย่างอร่อย  ที่สำคัญตามกฏทุกมื้อของพวกเราจะแจ้งเสมอว่าขอทำงานแลกข้าวมื้อนี้เป็นการตอบแทน  ซึ่งเราก็จะมีกิจกรรมที่ได้ทำตลอด เช่น ไปรดน้ำหญ้าที่ไว้ใช้เลี้ยงวัว ไปเกี่ยวข้าวดอ(เป็นข้าวที่ไม่ต้องใช้น้ำขังและออกเมล็ดเร็ว นำไปทำข้าวเม่า) ลงมือตอกข้าวเม่าโดยใช้ครกใหญ่ๆ พวกผมสนุกปนเหนื่อย ญาติผมจัดกิจกรรมไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน  โดยทุกกิจกรรมต้องเป็นการทำงานจริงๆ

เข้าสู่วันที่ 3 วันนี้มีกิจกรรมไปเกี่ยวข้าวในนาที่มีน้ำขัง(ผมเรียกไม่ถูกขออภัยมา ณ ที่นี้) ซึ่งพี่ชาวนาเขาให้พวกผมไปเกี่ยวข้าวกัน 2 งาน (200 ตร.วา)  พวกผมเริ่มลงมือเกี่ยว....   ภาพการเกี่ยวข้าววันนั้นยังติดตาถึงทุกวันนี้ ทุกอย่างดูขาดๆเกินๆ ทุลักทุเล เดินลำบาก โคลนเละๆ เปียก ร้อนแดดเปรี้ยง ใบข้าวก็สาก แสบๆคันๆ เมื่อโดนสีกับผิวหนัง     แต่พวกผมก็ทำได้นะ ได้งานแต่ช้ามากจนพี่ๆชาวนามาเชียร์มาหัวเราะพวกผมในความเก้ๆกังๆ

ถึงเวลาพักเที่ยง...

ผมเดินออกมาจากนาข้าวด้วยความเหนื่อยอ่อน หน้าแดง รู้สึกถึงความร้อนผ่าวไปทั้งตัวจากแดดเปรี้ยงที่ส่องผ่านท้องฟ้าใสไร้เมฆ   เมื่อมาถึงวงสำรับข้าวเที่ยงมีกับข้าว 3-4 อย่าง มีลาบ น้ำตก หมูทอด ทุกอย่างดูน่าทาน แต่มีกับข้าวอย่างหนึ่งที่พวกผมงุนงงก็คือ ปลาร้าเป็นตัว... ตัวใหญ่เสียด้วย(ประมาณเท่าฝ่ามือ) เรากลุ่มนักศึกษาต่างมองหน้ากัน และตกลงด้วยสายตาว่า "โอเคลองดู"    ผมและเพื่อนๆพยายามกินแต่ก็กินไม่สำเร็จด้วยเพราะกินไม่เป็นแกะไม่ได้สุดท้ายก็ยอมแพ้และปล่อยเหลือไว้คาจานอย่างนั้น ประมาณ 4 ตัว   

ชาวนาที่จัดกับข้าวมองมาที่ปลาร้าจานนั้นด้วยสายตารู้สึกเสียดายปนรู้สึกผิด
พี่ชาวนาลุกขึ้นเดินมาหาเราหยิบจานขึ้นแล้วพูดว่า 
"ของดีมากเลยนะ ทำไมไม่ทาน นี่หมักไว้นานมากเลยนะ...
พวกผมเอาไว้เลี้ยงแขกคนสำคัญเท่านั้น"


อะไรนะ???
>>>คนสำคัญ!!!<<<
>>>คนสำคัญ!!!<<<

>>>คนสำคัญ!!!<<<

ผมหยุดอึ้งสตั้นไป 3 วิ จึงถามพี่เค้ากลับไปว่า "พวกผมสำคัญอย่างไรเหรอครับ???"
พี่เค้ายิ้มๆแล้วพูดขึ้นว่า

"ไม่สำคัญได้อย่างไร
พวกน้องเนี่ยคือปัญหาชน คนพัฒนาชาติ
เดี๋ยวน้องๆจบออกมาก็ไปพัฒนาประเทศให้เจริญ
พอประเทศเจริญ พวกผมก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย"


OMG!!! นี่คือภารกิจของเราโดยที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อน
เราสอบเอ็นทรานซ์ผ่านจึงได้เรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลโดยค่าเรียนส่วนหนึ่งมาจากภาษีของประชาชน
แต่พวกเราสักกี่คนที่จะคิดถึงประเด็นที่พี่ชาวนาพูดถึงว่าพวกเราคือ "Hero ของพวกเขา"

ด้วยเวลาที่ต้องไปทำงานต่อและไม่รู้จะกินปลาร้านั้นอย่างไร พวกผมจึงบอกพี่เค้าว่า "พวกผมขอบคุณมากๆ และขอรับปลาร้าไปทานที่บ้านเป็นมื้อเย็น" พวกผมก็ไปเกี่ยวข้าวต่อ และนำปลาร้ากลับบ้าน พยายามนำไปทำเป็นอาหารในแบบที่ทานกันเป็น

เย็นวันนั้นผมเหม่อมองดวงอาทิตย์สีแดงส้ม เคลื่อนตัวลงตัดผ่านเมฆที่เป็นริ้วเฉดสีส้มสดฟ้าเขียว พระอาทิตย์ของวันนี้ตกแล้ว  แต่ในใจผมเหมือนเกิดก้อนพลังจิตสำนึกใหม่ขึ้นมา  จิตสำนึกนี้เป็นการหลอมรวมความหวัง ความรัก ความหวังดี ความอดทน ความเหนื่อยยาก ธรรมชาติ ดิน น้ำ ฟ้า อากาศ แสงแดด และหยาดเหงื่อ ผู้อยู่เบื้องหลังชีวิตที่แสนจะมีคุณค่าของเรา


พวกเราทุกคนมีเบื้องหลังแห่งชีวิตเราที่ล้ำค่ามาก เรามีคุณค่าและความหมายมากมายเหลือเกิน ผมขอวิงวอนให้ทุกท่านได้ลองนึกถึงชีวิตของตนเองดูว่าตอนนี้ ท่านทำงานของท่านอย่างดีที่สุด มอบคุณค่า มอบความรัก อันบริสุทธิ์จากใจ ให้แก่ผู้คนและสังคมแล้วหรือยัง

งานทุกงานในโลกใบนี้มีคุณค่ามีประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่มีคุณค่าคงไม่มีใครมาจ้างให้เราทำ ถ้าไม่มีคุณค่าคงไม่มีใครยอมจ่ายเงินแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เราทำ   ทุกงานมีค่า ทุกคนมีคุณค่าต่อโลกใบนี้มากมาย 

เรามาสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้โลกใบนี้กันครับ

รักทุกท่าน

-------------------------------------------------------------------------

 
หากอ่านแล้วมีคุณค่าต่อโลกใบนี้แชร์ต่อให้เพื่อน ๆ ได้เลยครับ
ขอบคุณมากครับ  

 
สามารถเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผมได้ที่
FB : X small Good : ความดีเล็กๆ แค่เริ่มทำ 




 
Created date : 31-12-2015
Updated date : 31-12-2015
กดติดตามกัน เพื่อรับเรื่องราวดีๆ
Post by : X Small Good
การส่งต่อความดีงาม นั้นไม่ยาก เพราะความดีงามแทรกอยู่ในทุกสิ่ง แทรกอยู่ในความรักของคนทุกคน เพียงแค่เราใช้ใจมอง  พยายามมองหาสิ่งดีงามจากคนรอบข้างและสิ่งรอบตัว  ดึงพลังสั่นสะเทือนนั้นออกมาแล้วแบ่งปันส่งต่อออกไป ให้พลังสั่นสะเทือนแห่งความดีงามนั้นกระแทกเหนี่ยวนำใจให้ความดีงามของทุกคนเปิดเผยออกมา ร่วมกันทำสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่เปลี่ยนโลกกันครับ ติดตามได้ที่เพจ X Small Good

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles