[ review] แล้วคุณจะอยากเที่ยวอีสาน… Art of Travelling @อุดรธานี / ชาวฮิปไปอุดรฯกันมั้ย?

 
 
 
การออกเที่ยวอุดรธานีครั้งแรกในชีวิตทรายสี จึงไม่แคล้วมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง เพราะไปอีสานครั้งนี้ ชิลและสนุกสนานจริงๆนะเออ

บทที่ 1 ถึงอีสาน งานส้มตำ อันดับแรก
บทที่ 2 ใจสงบ จิตสงัด ที่วัดป่าบ้านตาด
บทที่ 3 ข้ามอาณาเขต สู่วังบาดาล
บทที่ 4 แวะตลาดบ้าน ประจำถิ่นห้วยหลวง
บทที่ 5 คาเฟ่สไตล์ฮิป ชิวววสุด ณ อุดร
บทที่ 6 แม่หยา ย้อนวันวาน
บทที่ 7 วิถีอุดร ต้องร้าน VT แหนมเนือง

 ------------------------------------------
ติดตามบทความเรื่องเล่าหรือติดต่อได้ที่ Fanpage : Run The World
และผู้เขียนได้ที่ IG : Varinthetale และ FB : Varin
 -------------------------------------------------------------
 
บทนำ

ปลายปี 2558 อากาศเมืองไทยก็ยังคงร้อนปกติ งานก็ยังคงเร่งปกติ งงงวยกับวันเดือนปี โผล่มาอีกที ชิบหายแล้วจะขึ้นปีใหม่ …ตั้งสติอยู่ซักครู่ พลันดูปฏิทิน

เห้ย… เดือนนี้มีโปรแกรมจัดทริปไปอุดร…
โอ้โห… เดือนที่แล้วเหนือ มาเดือนนี้อีสาน ชีวิตดี ชีวิตดี

ทรายๆ เดี๋ยวดูด้วยว่าอุดรจะไปแวะที่ไหนบ้าง จัดตารางทัวร์ให้หน่อย เสียงจากพี่ ม.

นั่นไง… ทรายเอามือเท้าคางนั่งมืดแปดด้าน พลางคิดถึงตัวเองว่าเป็นคนภาคกลาง อุดรนี่ต้องเที่ยวไหน เหอๆ หาตัวช่วยแปร่ป


ไลน์หาเจ้าถิ่นอีสาน "พี่ ก. คะ คนพื้นที่น่าจะเชี่ยวชาญ แนะนำสถานที่เที่ยวให้หนูด้วย จัดทริปให้เลยค่ะๆ พี่นำเลยนะๆ"

นั่นไง… แปะมือฝากความหวังให้อีกคน สบายใจแฮ
    ช่วงเย็นค่ำ หลังจากปั่นงานเสร็จ แทนที่ทรายจะเก็บประเป๋าเด้งออกจากสถานที่ซุกหัว แต่เธอก็แอบดูหน่อยว่าอุดรธานีมีอะไรน่าสนใจ จริงๆเป็นสถานที่ที่น่าไป น่าสนใจมาก มือสคอลหน้าจอลงมาเรื่อยๆ
..ทะเลบัวแดง
..วัดป่าภูก้อน
..ภูพระบาท
..น้ำตกธารงาม
..ศูนย์วัฒนธรรมไทยจีน
เยอะๆๆ เยอะแฮะ มีเวลาเที่ยวแค่วันเดียวเองมั้ง ต้องเลือกแล้วล่ะ ดูสถานการณ์ดาบหน้าละกัน


ไลน์หาเจ้าถิ่นอีสาน "พี่ ก. คะ ไปพิพิธภัณฑ์บ้านเชียงนะ" (อ้าวอีนี้) ...."อ้อๆ ไปนีjๆ ตาลชะโนด เอ้ย ชะโนดซักอย่าง"
… เอาล่ะวะ ไปผีจ้างหนังเถอะๆๆ ปู่พญานาคๆๆ รอหนูก่อน
 
___________________________________________________

บทที่ 1 ถึงอีสาน งานส้มตำ อันดับแรก

เท้าแตะสนามบิน ก็เกิดความครั่นเนื้อครั่นตัวอยากของแซ่บทันนนนที …ทรายวิ่งลากกระเป๋าอย่างเร็ว เดินไม่ค่อยสนผู้คน เดินๆๆ ตาเอาแต่มองโทรศัพท์… ว่าพี่รถตู้ที่จองไว้มารึยัง

พี่ก. : ร้านส้มตำเจ๊ไก่ครับ ไปเลยๆ

    แอ้ยย ดีงามพระรามพระลักษณ์

 
ส้มตำเจ๊ไก่หลังคาเขียวๆ ร้านใหญ่ๆ ตั้งอยู่ถนนอัศวมิตร เป็นร้านลือลั่นเรื่องงานส้มตำแซ่บ มีงานรีวิวทางหน้า Social อยู่มากโข ที่ร้านมีลานจอดรถกว้างขวาง เดินลงมา กำลังจะเลี้ยวเข้าร้าน ก็ผงะกับร้านเฉาก๊วยที่ตั้งอยู่ปากทาง
พุทโธ สังโฆ อย่าเพิ่งปิดนะคะ รอหนูกลับมาก่อน

    เดินไปถึงยังประตูหน้า ผงะรอบสอง คนแน่นร้านเลยแม่คุณ …. ใจเริ่มคิดด้านลบว่าส้มตำจะไม่ได้ตกถึงผนังลำไส้… ตาของทรายเริ่มละห้อย ฉับพลันเสียงสวรรค์จากพี่ท่านใดก็หาทราบไม่

ด้านในเลยคร้าบบ เดินไปอีกหลังข้างๆๆๆ มีที่อีกเยอะ สั่งได้หมด ร้านเดียวกัน

    พลิกดูเมนู ตัวหนังสือเรียงราย เอาอะไรดี เยอะจริงๆ …อาหารอีสาน งานส้มตำต้องมาก่อน ตำไทย ตำลาว ตำปู ตำมหาโคตรพริก เสร็จแล้วค่อยตามด้วย แหนม ปลาเผา ไก่ย่าง กุ้งเล็ก แคปหมูแล้วตบท้ายข้าวเหนียว เอาแค่นี้มาลองท้องก่อน (หร๊อออ)
    จุดเด่นของที่นี้ก็ไม่พ้นอาหารอีสานรสเด็ดมากมายที่อยู่ตรงหน้า เมนูไม่ได้แหวกแนวกว่าที่อื่นแต่ความดั้งเดิมของรสชาติอีสานแท้ จึงมีการบอกต่อออกไปเยอะ …ไม่ได้มีโอกาสไปดูเจ๊ไก่ตำเอง แต่เท่าที่มองเห็นในจานก็ไม่ได้ทำออกมาลวกๆ ถึงแม้ว่าลูกค้าจะเยอะ

 
ซิ๊ดๆๆ









ได้ดั่งใจแท้
 
    มาตามคำสัญญา กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่

พี่!!! เฉาก๊วยรสมิ้น 1
 

บทที่ 2 ใจสงบ จิตสงัด ที่วัดป่าบ้านตาด

มุ่งหน้าลงใต้จากอุดรราวๆ 16 กิโลเมตร

ไหนคือป้ายชื่อวัดเนี่ย
ไม่มีๆ ที่นี้ไม่มีป้าย ที่นี่วัดหลวงตามหาบัว
อได้ยินชื่อจิตใจก็เบาลงทันที ตั้งแต่ก้าวออกมาจากรถ ก็รู้สึกว่าที่นี่ล่ะ ใช่แล้ว… อากาศเวลาบ่ายแก่ เป็นเวลาที่ดีเอามากๆ เดินไปตามทางเดิน เหมือนฝึกใจให้เย็นลงช้าๆ …การที่ไม่ติดป้ายชื่อวัด ก็นึกไม่ออกว่าหลวงตาตั้งใจว่าอย่างไร ก็ลองสันนิษฐานดู อาจจะหมายถึง คนเราไม่ควรยึดติดกับสิ่งใด ชื่อเด่นดังแค่ไหน อยู่ที่เจตนาของใจเราว่าทำไม … หรืออีกหนึ่งคาดเดาคือ คนเราเมื่อถึงที่หมาย ถึงก็คือถึง รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาบอกได้ เหมือนเมื่อถึงจุดนิพพาน เราเท่านั้นที่รู้

 
   เดินไปอีกหน่อยเห็นศาลาการเปรียญ 2 ชั้น ดูเรียบง่าย ร่มเย็น สงบ หินรอบๆศาลายิ่งทำให้ที่นี่เย็นและน่าอยู่ ทรายเดินผ่านพื้นหิน เห็นฝูงไก่ใต้ศาลา คิดในใจว่าจะเข้าไปเล่นด้วยตอนขากลับ

    ที่นี่ยิ่งเรียบง่าย ยิ่งโดดเด่น ที่นี่ยิ่งสงบ ยิ่งสว่างสวยงาม
    เดินรุดหน้าไปยังบันไดชั้นที่สองอย่างรวดเร็ว ทรายกวาดตามองรอบๆสองสามที ชานกว้างๆนี่ทำด้วยไม้ทั้งหมด โล่งพอๆกับใต้ถุน ...

 






    ทรายเดินอ้อมไปทางด้านหลังจึงพบสิ่งมหัศจรรย์ที่วางเรียงเป็นระเบียบแต่สมถะ นั้นคืออัฐิธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงตามหาบัวรวมทั้งอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์องค์อื่น ๆ …มองเข้าไปแล้ว รูปร่างต่างๆไม่เหมือนกัน บ้างโปนปูดออกมาตามจิตอธิษฐานและศีลธรรมของผู้ดูแล

ไก่ๆๆ ไปไหนอ่า อย่าหนีๆๆ จะถ่ายรูปให้
    แล้วทรายก็ไม่ได้รูปไก่มา เธอเลยเดินเซ็งๆไปเล่นกับกระรอกข้างหน้าศาลาแทน ส่วนถัดมานอกรั้วเป็นศาลาหลังใหญ่ไว้ประกอบกิจต่างๆ เช่นงานกฐิน

 


 
    ส่วนลานก่อพื้นสูงคือที่ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ ลมเย็นๆพัดโชย สงบนิ่ง ในใจรู้สึกสังเวช
    สังเวชหมายถึงความรู้สึกปิติยินดีในพุทธศาสนา รู้สึกยินดีที่มีผู้นิพพาน ผู้ที่ไปถึงจุดหลุดพ้นของวัฏสงสาร เราจะมองเห็นแม่ชีหลายคนเดินเวียนรอบสถานที่นี้รอบแล้วรอบเล่า
    แวะอยู่ที่นี่ได้ซักระยะ ก็เดินทางกลับโรงแรม

 
บทที่ 3 ข้ามอาณาเขต สู่วังบาดาล

วันนี้เราไปคำชะโนดนะ วกไปบ้านเชียงไม่ทัน
อะจ้า ไปๆ ไปไหว้ปู่พญานาคกั๋นๆๆ

ระหว่างทางแวะไหว้ศาลหลวงปู่พญานาคศรีสุทโธ รูปเรือนโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ว่ามาถูกทาง

 


 
คุณลุงคะ ทรายถามคุณลุงโชเฟอร์
ตำนานผีจ้างหนังเป็นยังไงหรอคะ เคยได้ยินชื่อมาเฉยๆ แต่ไม่ได้รู้เนื้อความเลย
อ่อ ก็ไอ้ตำนานหนังกลางแปลงที่มีผีจ้างคณะฉายหนัง ไปฉายในดงป่าคำชะโนดนั่นล่ะ พอฉายเสร็จก็ไม่เจอคนหรือหมู่บ้านในนั้นเลย มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าไปฉายถึงในโน้น มันไม่มีคน….
โห แจ่มว้าว
ขนลุกมากค่ะลุง

    และเมื่อสืบค้น ทรายจึงได้รู้ว่า

  ตามคำบอกเล่าทั้งเจ้าของบริษัทหนังเร่ และพนักงานที่อยู่ในคณะฉายหนังในวันเกิดเหตุนั้น มีอยู่ว่า ทางคณะแจ่มจันทร์ภาพยนตร์ ได้มีการว่าจ้างจาก นายจำปา ลูกบ้านอำเภอวังทอง ไปฉายหนังที่บริเวณคำชะโนด โดยมีเงื่อนไขว่าให้เก็บข้าวของกลับไปก่อนตี 4 ซึ่งผิดวิสัยเพราะปกติงานฉายมักโดนจ้างจนถึงเช้า และอีกเรื่องคือครั้นขาเดินทางออก อย่าได้หันหลังกลับมามอง… เมื่อถึงเวลาฉายหนังกลับไม่มีผู้มาชมเลย จนถึงเวลา 3 ทุ่ม ก็เกิดมีคนมาดูมากมาย แบ่งหญิงชาย นั่งกันคนละฝั่ง ไม่ปะปน รวมถึงแต่งชุดขาวทุกคน ผิดวิสัยก็ตรงเวลาฉายหนังไม่มีใครแสดงออกท่าทีว่าสนุกหรือเศร้าตามอารมณ์หนังแต่ประการใด หลังจากนั้นคณะก็กลับออกไปตามที่ตกลงกับผู้จ้างไว้ แล้วเดินทางมาเจอชาวบ้านในตอนเช้า จึงถามไถ่ว่าได้มาดูหนังหรือไม่ ลูกบ้านต่างพากันงงว่าไม่เห็นได้ยินเสียงหนังใดๆ แล้วที่ๆหนังไปฉายไม่มีทางไปได้ เพราะเป็นที่ชุ่มน้ำ เอารถเข้าไม่ได้แน่นอน เหล่าคณะจึงรู้ตัวแล้วว่าไม่ใช่เรื่องปกติ เรื่องนี้จึงได้เล่าลือต่อๆกันมา โดยทางคณะก็ต้องเดินทางไปฉายหนังที่อื่นต่อ แต่ยืนยันว่าได้รับเงินค่าจ้างจริง ส่วนนายจำปา ผู้จ้างมีตัวตนอยู่จริง แต่เคยจ้างคณะมาฉายงานญาติแถวบ้าน ไม่ได้เอ่ยว่าให้ไปที่คำชะโนด ดังนั้นเจ้าของบริษัทหนังและชาวบ้านต่างก็เชื่อว่า เป็นคนแห่งวังนาคินทร์จำแลงเป็นนายจำปาแล้วจ้างหนังไปฉายในวันเทศกาลของเมืองบาดาล

    อ้าหา เอ้อเหอ เทพหรือผีก็ต้องการความเอ็นเตอร์เทน เช่นกัน
    เมื่อรถตู้ถึงคำชะโนด …ยังมีผู้คนศรัทธาอยู่มากมายแห่แหนมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อเยี่ยมเยียนเมืองศักดิ์สิทธิ์นี้ตามตำนานวิเศษหลากหลายที่เลื่องลือมายาวนาน
    ทรายเดินมายืนมองแน่นิ่งที่รูปปั้นพญานาคทั้ง 2 ตนบริเวณปากสะพานทางเข้า รู้สึกยิ่งใหญ่มาก แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกเย็นวาบหวาม และน่ายำเกรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้เพราะอะไร ทรายเดินผ่านจุดเชื่อมสะพานที่ขาดออกจากกัน รู้สึกสะดุดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รู้เรื่องราวอันใด มารู้ที่หลังว่า
 




 
ครั้นพระยาสุทโธนาคชนะการแข่งขุดแม่น้ำให้ถึงปากทะเล จนได้รับปลาบึกเป็นของขวัญ และมีเพียงแม่น้ำโขงที่เดียวที่มีปลาชนิดนี้ นอกจากนั้นยังขอสถานที่ 3 แห่งเพื่อเป็นที่ติดต่อระหว่างเมืองบาดาลและโลกมนุษย์และสวรรค์ หนึ่งในนั้นคือที่คำชะโนด ที่มีไม้แปลกประหลาดขึ้นที่เดียวในโลก ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างมะพร้าว ต้นตาล และต้นหมาก เป็นต้นยืนสูงมาก  ดูน่าเกรงขามและน่ากลัว เมื่อครั้นพระยาสุทโธนาคกลายเป็นมนุษย์จึงมีชื่อเรียกว่า เจ้าพ่อพระยาศรีสุทโธ อาศัยที่วังนาคินทร์แห่งป่าคำชะโนด ครั้นกลายเป็นนาค ชื่อ พระยานาคราชศรีสุทโธ อาศัยที่เมืองบาดาล ดังนั้นสะพานจึงมีรอยต่อไม่ติดกันเด็ดขาด เพราะเป็นการแบ่งอาณาเขตระหว่างโลกมนุษย์และเมืองบาดาลอย่างชัดเจน จะสังเกตได้จากเมืองย่างเท้าเข้าเขตมาแล้ว อากาศจะเย็นขึ้น แล้วทุกคนต้องประพฤติดี ไม่พูดชั่ว และถอดรองเท้า เพื่อเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
 





    เดินทางมาถึงศาลเจ้า มีผู้แต่งชุดขาวมากกมายมาประกอบพิธี เดินเลี้ยวอ้อมไปถึงบ่อน้ำ ที่เล่าลือเรื่องความพิเศษต่างๆของผู้ศรัทธา ถ้าขอพรก็จะสมปรารถนา และความมหัศจรรย์คือ ระดับน้ำจะเท่ากับแม่น้ำโขงตลอด นั่นทำให้คิดว่าที่นี่เป็นจุดเชื่อมต่อวังบาดาลจริงๆ
 
 






    ต้นคำชะโนด โดนลมแล้วเสียงดังวืดๆหวีดๆ
 
    รู้สึกอยากเดินเงียบๆ พูดก็ค่อยๆพูด ไม่อยากหลุดแถว

    อยู่ที่คำชะโนดยาวนานมากแล้วจึงต้องขอตัวลาเสียที
 
เธอเล่นไรเราขอเล่นมั่ง
 


บทที่ 4 แวะตลาดบ้าน ประจำถิ่นห้วยหลวง

ระหว่างทาง

แวะตลาดหน่อยๆ เผื่อเจออะไรดีๆ

รถหยุดพัดที่ตลาดเล็กๆ ของชาวบ้านแห่งหนึ่ง เหมือนตลาดจะวายไปบ้างแล้ว
  ที่นี่ตลาดปลาเตาไห ของลำห้วยหลวง แหล่งน้ำธรรมชาติที่มากไปด้วย กุ้ง หอย ปลา หรือแม้กระทั่งพืชผัก ชาวบ้านจะดักจับสัตว์น้ำในห้วยหลวงมาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวและคนละแวกเดียวกัน เมื่อรถขับเข้าลานจอด สิ่งแรกที่เจอคือโซนตะแกรงตากแห้ง ซึ่งชาวบ้านจะจับปลามาสดๆแล้วนำมาแปรรูป คือปลาตากแห้ง  นอกจากปลา เลื่อนสายตาไปรอบๆมองดู ก็จะพบผลิตภัณฑ์วิถีชาวบ้านอื่นๆมากมาย






 
โอ้ะ นี่จิ้งหรีดฮะ

นี่เค้าตากปลาจริงนะ ขอส่องหน่อย

ชาวบ้านมองทรายตาเหล่ๆ นึกไปว่าหล่อนจะขโมยปลา ฉับพลันเธอจึงทำหน้าแบ๊วใส ยิ้มกว้างๆ ส่งสัญญาณเป็นนัยว่าเป็นขอถ่ายรูปน้องปลาซักครู่เดียว เดี๋ยวจะรีบไป
 


บทที่ 5 คาเฟ่สไตล์ฮิป ชิวววสุด ณ อุดร

โอ้โห มีร้านเกร๋อยู่อุดรด้วยฮะ ขอเข้าไปลองของหน่อย
ที่
นี่เป็นร้านกาแฟคูหาเดียว ชั้นเดียว แต่รู้เลยว่าเก๋ เมื่อเปิดประตูเข้าไป นอกจากจะเจอแอร์เย็นๆ แล้วเราก็เห็นการตดแต่งสไตล์คันทรี่ รัสติค งานอิฐ งานดอก ชื่อว่า Dose Espresso
    ทรายเดินไปรอบๆ และมองไปมองมา คุณเธอสถิตอยู่ที่ร้านนี้นานมาก ถ่ายรูปนั่นนี่ แล้วเมื่อไหร่สั่งจะกาแฟ

พี่ค้า อะไรเด็ดสุด
ชอบทานแบบไหนคะ เข้มหน่อย หรือหวานๆ หรือมันๆ
เมนูไหน Recommend ของร้านค่ะ อยากลองๆ
งั้นลอง Cold Drip Coffee นะคะ เรามีเครื่องทำกาแฟดริปสด รสชาติจะออกเปรี้ยวๆเล็ก ต้องลองดู
    หูยปกติเราชอบทานกาแฟนม
เอาค่ะๆ อยากลอง วิถีฮาดคอร์แบบเข้มๆ (อ้าว อีนี่)
มันจะไม่เข้มมากหรอก รสชาติกำลังดีเลยค่ะ
จัดๆๆๆ จะรอนะคะ








 
    ถ.บริเวณตลาดธนารักษ์ หมากแข้ง อำเภอเมือง คือที่ตั้งของร้าน มีลานจอดรถด้านหน้า พนักงานทุกคนมีสีหน้าต้อนรับแขก ไม่ใช่แค่คำพูดด้วยปาก แต่ท่าทางพร้อมรับบริการเต็มที่ ปรึกษาเรื่องกาแฟได้ ชอบแบบไหนก็ควรถามคนชงก่อน ซึ่งที่ร้านมีกาแฟหลากหลายเมนูมาก ตอบโจทย์คอกาแฟในทุกแบบ …
    ทรายเดินมาที่โต๊ะ พี่ๆพนักงานก็รีบมารับบริการ ดูแลทั่วถึงแต่ให้พื้นที่ความเป็นส่วนตัว


 
คนไหนคือเจ้าของร้านหรือคนบุกเบิกหรอคะ ทำไมถึงมาเปิดที่อุดรคะ
คนนี้ค่า เค้าเคยอยู่ Dose สาขาที่ออสเตรเลียค่ะ อยู่มาซักพักจึงอยากนำมาเปิดที่บ้านเกิดเค้าค่ะ คือที่นี่
เลยกลายเป็นสาขาประเทศไทย ที่อุดร


(ผู้บุกเบิก แห่งเมืองไทย)
   
ดีจังเนอะ ยังไงเราก็รักบ้านเกิด เราอยากให้บ้านเราดีขึ้น โดยเฉพาะถ้าสิ่งที่เรารัก ทำให้บ้านของเราน่าอยู่ขึ้น มีสีสันมากขึ้น ไม่ว่าจะทิศทางไหนก็แล้วแต่ มันก็เจ๋งดี


พี่ๆคะ แล้วเค้กอะไรขายดีสุด






 
    หลังจากนั้นทรายก็ไปพัลวันกับเค้กที่ตู้กระจก รู้สึกว่าน่าจะอร่อยหลายเมนู จึงหันไปสั่งมาการอง 2 ชิ้น (555 กวนตีน)
 


 







(Cold Drip Coffee & Macaron)

 
 
    เจ้าทรายมาแวะร้านนี้เช้าเย็น ลองอาหารคาวพร้อมกับกาแฟ กับความรู้สึกอเมซิ่งจิงเกอเบลที่มีร้านสวยๆ นั่งชิว
    ทุกคนดูอินจอยกับวิถีของกาแฟมากๆ เจ้าของร้านดูเบิกบานเมื่อได้พูดถึงกาแฟเมนูต่างๆ จึงทำให้เชื่อว่ากาแฟของที่นี่คัดสรรมาอย่างดี คุณภาพไม่ต่างจากออสเตรเลียเป็นแน่แท้

 
 










    ขอบคุณเจ้าของร้านที่เอื้อเฟื้อที่ทางถ่ายรูปเล่นนะคะ



บทที่ 6 แม่หยา ย้อนวันวาน

    านข้าวเย็นสุขสันต์ ต้องที่นี่ เปิดไฟหน้าร้านต้อนรับขนาดนี้ เมื่อเดินเข้าไปยิ่งตกใจ ลูกค้านั่งแน่นร้านขนาดหนัก ต้องแจ้งพนักงานต่อคิวซักพักจึงได้โต๊ะ
    อาหารเย็นหมดไปอย่างรวดเร็ว เหมือนอะไรลง

พี่ ผ. : เห้ยยย ที่นี่มีเมนูไอติมสมัยเก่าด้วย หายากมากกกก
พี่ ก. : ช่าย สมัยเด็กอะๆ ไอติมวอล มีเมนูไอติมเกร๋ๆ

    งื้ออ เกิดไม่ทันแต่อยากกินนนหมด
    เปิดมาเมนูมา ไอศกรีมหลากหลายรูปแบบมากมายเต็มหลายหน้ากระดาษ สุดสร้างสรรค์ที่คนสมัยเก่าจะบรรเลงลงบนก้อนกลมๆนี้

    ขอเลือกอะไรที่ใช่เราที่สุด 





 
    ไม่กี่อึดใจไอติมก็ทยอยมาเสิร์ฟที่ละถ้วยๆ คนรอรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ หรือจะมีแค่ทรายคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกคนเดียวก็หาทราบไม่

 
    ของหนูๆๆๆ
    ไก่ติม เหมาะกะคนชิคๆ ต้องเป็นน้องเจี๊ยบๆๆ
 

บทที่ 7 วิถีอุดร ต้องร้าน VT แหนมเนือง

มีหรือจะพลาด ที่จะไม่มาเยือนถิ่นต้นตำหรับของแหนมเนืองเวียดนาม ร้านติดถนน อยู่ ถ.โพศรี(หลังวัดโพธิสมภรณ์) ตำบลหมากแข้ง อ.เมือง จอดรถข้างๆฟุตบาท แล้วดาหน้ากันเข้าไป
    VT แหนมเนืองคนเนืองแน่นตลอด เป็นร้านฮิตจริงๆอย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนที่พวกทรายจะกลับกทม. ก็ไม่ลืมขอให้ลุงขับรถมาแวะที่นี่ ภายในร้านลูกจ้างวิ่งง่วนรับออเดอร์และเสิร์ฟอาหาร


 
    บรรยากาศดูเรียบง่าย ออกสไตล์จีนๆเล็กน้อย โต๊ะล้นไปถึงด้านหน้าร้าน เมื่อเมนูทยอยมาเสิร์ฟก็เกิดความอลังการบานตะไทจากจานอาหารที่อยู่เบื้องหน้า
    อื้อหือออ นี่กินลองท้องนะๆ












 
   กินสนุกกับมื้อเวียดนามนี้ คือสีสันอย่างแท้จริง เพราะมีวิถีของการห่อ การจิ้มเข้ามา ก่อนหย่อนเข้าปาก
   
เดิมทีร้าน VT แหนมเนืองต้นตำหรับคือ ร้านแดง ที่คุณแม่วี และคุณพ่อตวน ชาวเวียดนามขยันทำงานจนเก็บเงินเปิดร้านฝีมือต้นตำหรับจากแผ่นดินเกิด จนขยายสาขามาที่อุดรฯ ร้าน VT ชื่อย่อของทั้งสองคน นับเป็นร้านที่เป็นตัวแทนของคนต่างถิ่นที่สู้ชีวิตในไทย จนสร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้วส่งทอดต่อความอร่อยให้คนไทยได้ทานอาหารเวียดนามกัน นับว่าถูกรสปากคนไทยพอสมควร จึงขยายสาขาไปที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่

    อิ่มสุด...
    อิ่มสุดดดดดดดดดดด...
    เดินไม่ได้แว้วว


    ทิ้งตัวลงเบาะรถตู้แล้วพักพิงกายให้อาหารค่อยๆย่อยตามสะดวก
 
อแวะๆที่โปรดของฉันหน่อย ก่อนกลับ 55

    ขอบคุณมากเลยอุดร ครั้งนี้เปิดประสบการณ์มากๆ

บันไดทอดยาวลง รอผู้คนเดินขึ้นเครื่องด้วยความรวดเร็ว ลมพัดโบกปลิวสไว พลันนึกอยากหันหน้ามาโบกมือเหมือนในภาพยนตร์ซักเรื่องหนึ่ง ...ทรายนั่งเครื่องบินกลับด้วยหัวใจพองโต แบกเรื่องราวใหม่ๆที่จะได้เล่าสู่กันฟังอีกครั้ง

   
ฉันก็คงไม่ลืมอุดรฯอีกเช่นกัน
 
 
------------------------------------------
ติดตามบทความเรื่องเล่าหรือติดต่อได้ที่ Fanpage : Run The World
และผู้เขียนได้ที่ IG : Varinthetale และ FB : Varin
 -------------------------------------------------------------
Created date : 10-02-2016
Updated date : 10-02-2016
กดติดตามกัน เพื่อรับเรื่องราวดีๆ
Post by : Varin the tale
นอกจากการทำสิ่งที่ต้องทำ เพื่อตัวเองและตอบแทนคุณผู้มีพระคุณ... เป้าหมายกว้างใหญ่ของทรายสีนั่นคือ การค้นพบและขยายเรื่องราวเอกลักษณ์อันเฉพาะ (Art of culture and talented) ของชาวไทยให้มีความภูมิใจและเด่นชัดในระดับนานาชาติ... Branding ประเทศไทยให้เป็น Land of talented... อย่างน้อยในฐานะคนไทยที่รักในหลวง ติดตามต่อได้ที่ เพจ Run The World

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles