[ article] กำเนิดตำนานแห่งโลกนิทาน ด้วยปลายปากกา ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน

 
 
 
เวลาที่เหมาะสมในการเล่าเรื่องและปลูกฝังความคิดจินตนาการ คงไม่พ้นวัยเด็กที่เป็นผ้าขาว ผ้าที่พร้อมซึมซับแต่งแต้มสีสันเข้ามาในชีวิตที่รอคอยการเจริญเติบโต ผู้ใหญ่จึงมีประเพณีนิยมในการบอกเล่าสั่งสอนผ่านภาพและเสียงให้เด็กๆฟังก่อนเข้านอน หนูน้อยใดๆติดใจเรื่องราวมหัศจรรย์ ไม่รอผู้ใหญ่เสร็จกิจมาหาช่วงหัวค่ำ ก็ละเลงท่องโลกแห่งความฝันด้วยตัวเองซะเลย เพียงแต่ร้องขอหนังสือนิทานหรือวีดีโอ ซีดีกับพ่อแม่เอาไว้เยอะๆ ทีนี้พ่อแม่ที่ไม่มีเวลาก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วนะ เด็กๆลุยเองได้เลย… แต่เดี๋ยวก่อน จุดจุดนี้ ในความคิดเห็นดิฉัน ต้องพึงระมัดระวัง

    ด้วยประการแรก ก่อนจะเลือกสื่อต่างๆเข้าไปฝังและเติบโตในโลกของลูกๆ ขอให้เลือกเรื่องราวที่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกของเรา เราจำเป็นต้องรู้และเลือกนิทานให้เป็น …เอ๋ หรือว่า? เป็นเราเองนี่แหละที่ยังคงถูกแง่มุมในนิทานสมัยเด็กบดบังเรื่องราวบางอย่างไว้จนถึงทุกวันนี้ …โปรดระวัง! ความฝันใฝ่ที่ฝังอยู่ในนิทานเหล่านั้น ความฝันที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบในโลกแห่งความจริง
    ดังนั้น ประการที่สอง เราพ่อแม่ควรประกบเพื่อประคับประคองความคิดของลูกเมื่อเวลาอ่านนิทาน ว่าสิ่งใดควรไม่ควร ทำตามได้หรือทำไม่ได้… เพราะเจ้าหญิงไม่ได้ทำถูกต้องทุกคนหรอก

    ที่กล่าวมาด้วยความฮาดคอร์เล็กน้อย เพียงเพราะไม่อยากให้เรื่องเล่าเหล่านี้มาทำร้ายเด็กๆเมื่อยามโต ทุกอย่างล้วนโยงใยถึงกัน ก่อนที่จะพันจนสะดุดล้ม เราแค่กันไว้ก่อน นั้นดีกว่าแก้

    "เรื่องเล่า นิทาน หรือแม้กระทั่งรูปภาพ ล้วนบอกถึงความรู้สึก ความคิด นิสัยของผู้สร้างสิ่งๆนั้น" …ก่อนที่เราจะหยิบตำราแล้วเริ่มเปิดอ่าน เปรียบเหมือนกับการเปิดรับครูบาอาจารย์เข้ามาในชีวิตอีก 1 คน เราหวังว่าจะนำไปพัฒนาศักยภาพทางความคิดต่อไป ดิฉันมีความเชื่อว่า เราควรรู้จักเค้าซักหน่อยว่า นิสัยอย่างไร ทัศนคติอย่างไร ชีวิตผ่านประสบการณ์อะไรมา ดิฉันเองสนใจใคร่รู้ทุกครั้ง …นี้จึงเป็นที่มาของบทความหน้านี้ค่ะ

 
illustrated by Edmund Dulac
 
อย้อนไปสมัยเมื่อยังเด็ก หนังสือปกเขียวอ่อนเล่มหนึ่ง มีลายเส้นโครงรูปภาพแบบจิตรกรเก่า ลงด้วยสีน้ำประปราย หน้าปกมีตัวพิมพ์หนาว่า เงือกน้อย …แต่ไฉนเมื่อเปิดเข้าไปดันเจอนิทานมากมาย กว่าจะถึงเรื่องเงือกน้อยจริงๆก็ต้องอ่านตั้งหลายบทเสีย นี่หลอกให้อ่านกันใช่ไหม? แต่ไม่ว่ากันหรอก เพราะทุกเรื่องล้วนสนุกและแปลกดี นิทานไม่ได้ Happy Ending ทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องเงือกน้อยที่ว่านี้ด้วย ช่างแตกต่างจากแนวทางที่เคยสัมผัสมา …ว่าไปแล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นของคุณแม่ดิฉันเอง ก็เก่าเก็บจนมีราขึ้น แต่ฉันรู้สึกชอบมันมากนะ เคยบริจาคไปให้โรงเรียนหนึ่งหนแต่ก็แอบหวงไปเก็บคืนมาอีกที …อ้อ ลืมบอกไป บริเวณปกด้านล่างของหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า ฮันต์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ..ดิฉันจำได้ถึงวันนี้

    ด้วยความจำนี้เมื่อโตมา ก็ต้องออกตามหาว่าเค้าเป็นใครกัน …ไม่ยากเลย แป๊ปเดียวก็ได้รู้ว่าเค้าเป็นเจ้าพ่อแห่งโลกเทพนิยายชาวเดนมาร์ค ดิฉันเชื่อว่าทุกคนก็ต้องเคยผ่านตาหรือผ่านหูนิทานของเค้าคนนี้แน่นอน เพราะนิทานของเค้าช่างโด่งดัง เป็นเรื่องโปรดของเด็กๆทั่วโลก ไม่ว่าจะเรื่องลูกเป็ดขี้เหล่ เงือกน้อย ทัมเบลินา เด็กหญิงไม้ขีดไฟ …ต้องโดนซักเรื่อง

    หนังสือนิทานที่กล่าวไปนั้น เรื่องราวพวกนี้ เมื่อคุณได้ลองเปิดอ่านดูอย่างลึกซึ้ง คุณจะมีความรู้สึกเศร้าบ้าง สุขบ้าง ล้วนมาจากชีวิตของแอนเดอร์เซนเป็นแน่แท้ เพราะเมื่อฉันได้ลองค้นลงไปแล้ว ดิฉันก็ได้รู้ที่มาที่ไปของเค้า...

 
มารู้จัก ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน
แอนเดอร์เซน เป็นผู้ที่เขียนหนังสือไว้มากมาย ทั้งบทละคร นวนิยาย หนังสือท่องเที่ยว แต่นิทานเทพนิยายของเค้าเป็นหนึ่งงานเขียนที่
แปลบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรม จริงๆแล้วกว่าจะก้าวมาสู่ตรงนี้ …

    เค้าเกิดที่สลัมยากจน และพ่อเป็นช่างทำรองเท้าที่เสียไปตั้งแต่ยังเด็ก ว่ากันว่าเค้าหน้าตาขี้เหร่จึงถูกเพื่อนๆแกล้งอีก... นี้เป็นเหตุสินะ ให้แอนเดอร์เซนเริ่มอยู่กับตัวเองและสร้างโลกจิตนาการของเค้าด้วยหุ่นชักในบ้าน …พอโตขึ้นมาหน่อย เค้าก็ออกไปแสวงโชคตามความฝัน ด้วยการเขียนบท เล่นละคร เต้นรำ และความอยากเป็นอุปรากรที่กรุงโคเปนเฮเกน แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่มีใครยอมรับเค้า ทั้งด้วยหน้าตาและประสบการณ์... แต่ฟ้าก็มีตาเมื่อ โจนาส คอลลิน ผู้กำกับและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังซึ่งเห็นแววการแต่งบทละครของเค้า จึงรับเลี้ยงและส่งเสียเรียนจนจบ ทว่าตอนเข้าเรียนเค้าต้องไปเรียนกับเด็กเล็ก จนถูกใครๆล้ออีกกกก สร้างรอยเจ็บช้ำในวัยเยาว์ แต่กระนั้นเค้าก็อดทนจนจบมหาวิทยาลัยมาได้

    แอนเดอร์เซนมุ่งหน้าทำในสิ่งที่ชอบในฐานะนักเขียนบทละคร หลายเรื่องหลายราว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กอปรกับหนังสือรวมนวนิยายเล่มแรกโดนวิจารณ์ไปทางลบ เค้าก็ยอมรับผล แต่ก็ชอกช้ำรำกำใจ อ่อนไหวเหมือนกันกับคำวิพากย์วิจารณ์ที่จิกกัดแบบโหดร้าย… 
แต่ถึงอย่างไรเค้าก็ไม่หยุดสร้างนิทานสำหรับเด็ก

    สำหรับนิทานนั้น เค้านำเรื่องพื้นบ้านมาเล่าใหม่ด้วยสำนวนการเขียนที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือารใช้ภาษาพูดมาบรรยายถึงจินตนาการที่ฝังไปด้วยคุณธรรม ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ นั้นก็คือแอนเดอร์เซนเลือกที่จะยืนฝั่งเดียวกับผู้ที่อ่อนแอและอับโชคทั้งปวง ไม่แปลกเลยเพราะนั่นมาจากประสบการณ์ของเค้าเอง ทำให้ผู้อ่านรู้สึกมีความเมตตา จิตใจอ่อนละมุนมากขึ้น อีกทั้งยังได้เข้าใจและทำความดีต่อผู้ที่ด้อยโอกาส

    และซ้ำหนักไปอีกเมื่อว่ากันว่าเค้าไม่เคยสมหวังในความรักเลยแม้ซักครั้ง ไม่ว่าจะหลงรักหญิงคนใดๆ ทำให้ดูเหมือนชีวิตเค้าจะอับโชคเสียจริงๆ แต่ตรงนี้ฉันก็ยกย่องแอนเดอร์เซนที่มี
จิตใจอ่อนไหวแต่เข้มแข็ง ถึงชะตาชีวิตไม่สู้ดีนัก แต่ก็ไม่เลือกทางผิดประชดชีวิตที่ระทมทุกข์ กลับหันมาเลือกทางออกที่ถูกให้ตัวเองด้วยการใส่ใจในการเรื่องงานเขียนมากขึ้น ทำให้งานเขียนของเค้าเป็นที่ประจักษ์ขึ้นมาทั้งยังแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ถ่ายทอดผ่านแง่คิดของเรื่องเล่าเหล่านี้

    เรื่องราวชีวิตของเค้าทำให้เค้าเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ทำให้นิทานของเค้าล้วนโดนใจผู้อ่าน แถมยังเปิดมุมมองอีกด้านที่ผู้อ่านไม่คาดคิด เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ร่วม... และเค้านี้ยังเป็น
สื่อแทนผู้ด้อยโอกาสทุกคน เพื่อให้ได้รับความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สิ่งที่สำคัญคือ นิทานนี้เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ตั้งใจปลูกฝังความคิดที่ดีแก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัย ไม่ให้เติบใหญ่ไปทำร้ายความรู้สึกของผู้อื่น และในระหว่างนั้นก็สะท้อนให้ผู้อ่านรุ่นใหญ่ได้รับรู้เช่นกัน เพราะนิทานของเค้าก็เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ให้ผู้ใหญ่อ่านไปสะอึกไป ถ้าคนนั้นมีพฤติกรรมที่ออกไปทางตรงข้าม ให้คิดกลับมาสำรวจตัวเองใหม่ซะ ก่อนจะออกไปสอนเด็ก
   นิทานของแอนเดอร์เซนนั้นได้แก่ ทัมเบลินา เจ้าหญิงหิมะ ต้นสน เด็กหญิงไม้ขีดไฟ.... เป็นต้น

    จะขอยกนิทานซัก 4 เรื่องขึ้นมาเรียนรู้คุณค่าจากมุมมองของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน กันค่ะ ทุกเรื่องเป็นอมตะนิทานที่ทุกคนต้องเคยอ่านซินา


illustrated by Helen Stratton

 
1. ชุดใหม่ของพระราชา
เป็นเรื่องราวของพระราชาที่สนใจแต่ความงามของตัวเอง เอาแต่หาอาภรณ์ที่สวยสวมใส่ทุกวัน จนถูกนักต้มตุ๋นสองคน ใช้ความหน้าใหญ่และไม่อยากเสียหน้าของเหล่าขุนนาง หลอกได้ว่า สิ่งที่พวกเค้าเสนอนั้นเป็นเสื้อที่สวยที่สุด แต่เสื้อนี้จะเห็นเฉพาะคนที่มีความเก่งกล้าสามารถเท่านั้นถึงเห็นเส้นไหมวิเศษนี้ได้ และด้วยเหล่าขุนนางไม่อยากถูกครหาว่าโง่ จึงขาดความสัตย์ บอกว่าเห็นเส้นไหมที่ไม่มีอยู่จริงนี้เป็นผ้าที่สวยงาม... แม้กระทั่งพระราชาเองก็ด้วย จนตัวเองต้องแสร้งเดินแก้ผ้าออกไปอวดประชาชน ออกไปด้วยความเชื่อว่าใส่เสื้อวิเศษนี้อยู่ตลอด แต่แท้จริงแล้วนั้น...ทุกคนล้วนไม่มีใครเห็นเสื้อผ้าชุดนี้เลย จนมีเด็กไม่รู้ประสาตะโกนล้อพระราชาว่าแก้ผ้าให้คนดู พระราชาจึงได้สติขึ้นมา


    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จิกกัดผู้ใหญ่ได้ดี สำหรับผู้ที่ขาดความสัตย์ ที่ทำได้ทุกอย่างไม่ยอมให้ตนเองเสียหน้าแก่ผู้อื่น เหมือนสังคมที่ใส่แต่เปลือกเข้าหากัน มีเพียงเด็กเท่านั้นที่บอกจะบอกเรื่องราวได้ตรงไปตรงมา บางทีเป็นเด็กยังดีกว่าเป็นผู้ใหญ่ หรือบางทีเด็กก็ช่วยเตือนสติผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ แอนเดอร์เซนจึงแฝงความจริงของสังคมจอมปลอมแทรกเป็นข้อคิดให้เด็กอย่าได้เดินตาม และให้ผู้ใหญ่ได้ย้อนดูตัวเอง

illustrated by Edmund Dulac
 
2. เจ้าหญิงกับเมล็ดถั่ว
ว่ากันว่าเจ้าชายต้องการหาภรรยาผู้เป็นเจ้าหญิงอย่างแท้จริง จึงเรียกเจ้าหญิงจากทุกสารทิศเข้ามาเพื่อทดสอบพวกเธอ ราชินีจึงทดสอบด้วยวิธีการซ่อนเมล็ดถั่วไว้ใต้ที่นอน ทับด้วยฟูกอีก 20 ชั้น ตบท้ายด้วยผ้าปูอีก 20 ผืน ให้เจ้าหญิงเหล่านี้นอนหลับในยามค่ำคืน แต่ก็ไม่มีใครระคายถึงเมล็ดขรุขระใต้ที่นอนเลย จนมีเจ้าหญิงองค์หนึ่ง ตอนเช้าบ่นกับสาวใช้ว่านอนไม่หลับเพราะรู้สึกถึงเตียงที่ไม่ราบเรียบเพราะมีอะไรขรุขระอยู่ด้านใต้ ทำให้เจ้าชายแต่งงานกับเจ้าหญิงองค์นี้ด้วยเชื่อว่านี้เป็นหญิงที่มีความเป็นเจ้าหญิงอย่างแท้จริง

    นิทานเรื่องนี้ไม่ค่อยแพร่หลายที่ไทยนัก ถ้ามองดูที เรื่องนี้จะกล่าวว่าเจ้าหญิงที่แท้จริงจะมีความละเอียดและสัมผัสได้ลึกซึ้งในทุกอิริยาบถ สมแล้วที่จะมาเคียงข้างเจ้าชายที่จะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป แต่กระนั้นเลย ก็ทำให้มีคำถามย้อนแยงกลับไปว่า เจ้าชายจะต้องการเจ้าหญิงแบบนี้ไปทำไม เคร่งครัดและจับผิดได้ทุกบรรทัดของชีวิต สำคัญแล้วจริงหรือ? เหมือนเป็นนิทานที่ทิ้งปมไว้ให้วิจารย์กันต่อไป แล้วแต่ความคิดคน

illustrated by Edmund Dulac
 
3. เงือกน้อย
เจ้าหญิงเงือกน้อยได้ช่วยเหลือเจ้าชายหนุ่มที่เรืออับปรางค์ไปส่งจนถึงฝั่งอย่างปลอดภัย ด้วยความที่ตกหลุมรักและอยากใช้ชีวิตแบบมนุษย์ 2 ขา เธอเลยยอมแลกสิ่งของหวงแหนของตน นั่นคือแก้วเสียงที่สดใสให้กับแม่มดแห่งท้องทะเล เพื่อแลกขา 1 คู่ที่จะได้เดินเยี่ยงคนบนพื้นโลก แต่เดินทุกย่างก้าวเจ็บปวดเท่ากับเข็มพันเล่มมาทิ่มแทง... เธอยอมเสียสละทุกสิ่งเพื่อได้มาอยู่ข้างเจ้าชาย แต่โชคก็ไม่เข้าข้างเพราะเจ้าชายไม่ทรงทราบว่าเธอเป็นผู้ช่วยชีวิต คิดว่าเป็นหญิงอีกคนหนึ่งจึงได้เข้าพิธีอภิเษกกับเธอคนนั้นไป ด้วยความที่เป็นคนพิการพูดไม่ได้จึงไม่มีสิทธิอธิบายอะไร นอกจากความขมขื่น ...จนเงือกน้อยเสียใจยอมตายกลับสู่ท้องทะเลมลายกลายเป็นฟองสบู่

    เรื่องนี้เป็นอมตะนิทาน ที่หลายคนเคยได้ยินในอีก Happy Ending ของค่ายหนังชื่อดัง แต่ฉบับจริงต้องเศร้าแบบนี้เลย... เรื่องนี้ถ่ายทอดความรักที่ไม่สมหวัง เหมือนชีวิตของแอนเดอร์เซน แม้จะทำความดี แต่ก็อาจไม่มีคนเห็น ...ความรักที่ด่วนสรุปและถลำลึกจนเกินไป โดยไม่คิดไตร่ตรองและโชคไม่ได้เข้าข้าง ก็มีความเสี่ยงที่มันจะไม่เป็นดังฝัน นี่อาจเป็นความรักที่เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น แอนเดอร์เซนอาจกำลังเปรียบเปรยถึงความรักที่เป็นไปไม่ได้ของเค้าอยู่ก็เป็นได้...

illustrated by Theo Van Hoytema
 
4. ลูกเป็ดขี้เหร่
แม่เป็ดฝักไข่เป็นลูกเป็ดขนสีดำประหลาด 1 ตัว แม่และพี่ๆต่างรังเกียจมัน ทั้งด่าทอ จิกตี จนเจ้าเป็ดน้อยต้องหนีออกจากฝูง... แต่ไม่ว่าไปอยู่ที่ไหน ไม่ว่าเล้าไก่ โรงนา ก็ไม่มีคนชอบมัน ...น่าเกลียดจนกระทั่งนายพรานก็ไม่เอาชีวิตมัน เป็ดน้อยขี้เหร่อดทนกับความอับอาย อดทนลมหนาว จนท้อแท้เหลือประดาตัว อยากจะฆ่าตัวตาย... ในขณะที่ผ่านบึงน้ำ เห็นฝูงนกขนขาวสวยงามดูสูงศักดิ์ จึงคิดว่ายน้ำเข้าไปหา เพื่อให้เค้าจิกตายหนีความอัปยศ แต่สุดท้ายกลับได้การต้อนรับเป็นอย่างดี และเมื่อชะลอยตามองบนผืนน้ำ ก็สะท้อนเงาขนของตัวเองเป็นสีขาวไม่ใช่สีดำเหมือนแต่ก่อน ลักษณะ
ขนเหมือนกับฝูงนกตรงหน้า ก็ที่แท้เจ้าเป็ดขี้เหร่เป็นหงส์นี่เอง หงส์น้อยดีใจที่หาฝูงเจอและขอบคุณตัวเองที่สามารถอดทนมาถึงตรงนี้ได้

    เรื่องนี้สะท้อนชีวิตแอนเดอร์เซนอย่างแท้จริง เค้าเปรียบเปรยชีวิตตัวเองเป็นลูกเป็ดขี้เหร่อย่างเห็นได้ชัด เพื่อสอนและบอกให้คนรู้ว่า ชีวิตทุกคนมีค่า จงอดทนและตั้งใจเพื่อรอความสำเร็จที่อยู่ในปลายทาง อย่าได้คิดดูถูกตัวเองและอีกในหนึ่งก็อย่าดูถูกผู้อื่น เพราะเราไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร... แอนเดอร์เซนเป็นลูกเป็ดขี้เหร่มาตลอดชีวิต ความพยายามและความเป็นผู้มีจิตใจดีนั้นทำให้ท้ายสุดเค้าเป็นถึงเจ้าพ่อแห่งโลกนิทานที่ถูกกล่าวขานไปทั่วโลกมาถึงปัจจุบัน...

ารเรียนรู้ชีวิตคนหนึ่งคน สะท้อนให้เราได้เรียนรู้ชีวิตตัวเองและเพิ่มพูนแง่คิดในการดำเนินชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า สำหรับฉันแล้ว แอนเดอร์เซนเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ที่สอนและให้กำลังใจผู้อ่านผ่านเรื่องราวในโลกจินตนาการ และที่สำคัญคือ ดิฉันเห็นว่า เค้าเป็นคนดีที่เข้มแข็งอีกหนึ่งคนที่สามารถเอาเยี่ยงอย่างได้ น้อยคนนักที่เจอเรื่องราวร้ายๆแต่กลับยืนหยัดความเป็นคนดีไว้เหมือนเดิม และหันหน้าสู้ไปทางที่สว่างสดใส 
    มีอีกด้านหนึ่งได้กล่าวว่าเค้าเป็นพวกรักร่วมเพศ จะด้วยหน้าตาที่ให้คิดไปทางนั้นหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานยืนยัน หรือเป็นเรื่องน่าเสียหายอะไรถ้าเค้าเป็นแบบอย่างที่ดี ....แอนเดอร์เซนเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็ง ในวัยที่ไม่มากนัก แต่แน่นอนเค้าได้ทิ้งเรื่องราวไว้มากมายให้กับคนรุ่นหลัง มีความภาคภูมิใจก่อนจะจากโลกไปนี้ไปอย่างสงบ

    นิทานของแอนเดอร์เซนนั้นมีมากมายเลยค่ะ ทุกเรื่องล้วนมีข้อคิดแฝงไว้ ดิฉันขอทิ้งท้ายให้ทุกท่านลองหาอ่านวิเคราะห์กันดูว่าได้ข้อคิดกันอย่างไรบ้าง… สนุกดีมีประโยชน์
   
กดติดตามกัน เพื่อรับเรื่องราวดีๆ
Post by : Varin the tale
นอกจากการทำสิ่งที่ต้องทำ เพื่อตัวเองและตอบแทนคุณผู้มีพระคุณ... เป้าหมายกว้างใหญ่ของทรายสีนั่นคือ การค้นพบและขยายเรื่องราวเอกลักษณ์อันเฉพาะ (Art of culture and talented) ของชาวไทยให้มีความภูมิใจและเด่นชัดในระดับนานาชาติ... Branding ประเทศไทยให้เป็น Land of talented... อย่างน้อยในฐานะคนไทยที่รักในหลวง ติดตามต่อได้ที่ เพจ Run The World

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles