[ review] คุยเฟื่องเรื่องเบเกอรี่ที่ Sweetery

 
 
 
เมย์ได้มีโอกาสไปกินขนมที่ร้าน Sweetery ทองหล่อ 13 เนื่องในงานวันเกิดค่ะ ขอบคุณมากๆ ชอบบรรยากาศร้านเล็กๆเป็นกันเองแบบนี้ในวันเกิดจริงๆ
 

พอกินขนมแล้วก็ขอเล่าเรื่องซะหน่อยนะคะ เกี่ยวกับเบเกอรี่และความเป็นตะวันตกค่ะ ฝรั่งเนี่ยเค้าจะกินขนมปังกันเป็นหลักเลยใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นแซนด์วิชเอย เบอร์เกอร์เอย แม้ในร้านอาหารหรูๆก็ยังมีขนมปังเสิร์ฟค่ะ

 

ก็เพราะว่าเมื่อสมัยก่อนนานมาแล้ว หลายๆที่ในยุโรปมีแต่ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต กับข้าวไรย์ คาร์โบไฮเดรตอย่างอื่นหายากค่ะ เลยต้องพึ่งพาขนมปังเป็นอาหารหลัก ซึ่งก็มีขนมปังหลายแบบ นุ่มฟูต่างกัน .. อื้ม แต่ตอนทำให้ขนมปังนุ่มเนี่ยสมัยก่อนเค้าทำยังไงกันนะ
 


Cr.Pixabay

 

ที่อังกฤษ ร้านขนมปังสมัยโบราณใช้ยีสต์จากเบียร์ค่ะ คนสมัยก่อนรู้จักการทำเบียร์และเอลมานานแล้ว ซึ่งวิธีทำทั้งสองอย่างนี้ใกล้เคียงกันค่ะ และใช้ยีสต์เป็นสารตั้งต้นด้วย พอใส่ยีสต์ลงในเบียร์ ยีสต์ก็อิ่มและอ้วนเชียว ลอยขึ้นมาอยู่ด้านบนของเครื่องดื่มค่ะ

 

เจ้ายีสต์นี้แหล่ะที่นักอบขนมปังช้อนมาผสมกับแป้งสาลี .. เจ้ายีสต์ก็กินใหญ่เลยสิคะ ยีสต์กินได้ทั้งแป้งและน้ำตาลเป็นอาหารค่ะ กินอิ่มก็ปล่อยออกมาเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ค่ะ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เนี่ยแหล่ะค่ะ ที่ดันแป้งให้เป็นรูๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ พออบก๊าซก็หายไปแล้ว เหลือแต่ขนมปังเนื้อนุ่มๆค่ะ

 

ดังนั้น อาหารช่วงแรกๆของอังกฤษและชาวยุโรปอื่นๆจึงไม่หลากหลายมากนักค่ะ เป็นประเภทเนื้อ นม ไข่ แป้ง ซะมาก โดยที่ยังไม่ค่อยมีน้ำตาลค่ะเพราะปลูกไม่ได้ แต่ก็ใช้น้ำผึ้งกันบ้าง

 

ทำให้นึกถึงเมนูนี้ใน Sweetery เลย แพนเค้ก เนยถั่ว กับเบคอนราดน้ำเชื่อมคาราเมล ซึ่งเรากินกันเป็นเมนูแรก สาเหตุที่แพนเค้กนุ่มฟูก็เพราะว่าใช้ยีสต์หรือไม่ก็ Baking Power ค่ะ ร้านอาหารทั่วไปก็จะใช้ Baking Powder ซึ่งก็จะทำปฏิกิริยาจนเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนกันค่ะ

 

 

สมัยก่อนนั้น ชาวยุโรปเองไม่ค่อยกินน้ำตาลค่ะ เพราะว่าปลูกอ้อยไม่ได้ สารให้ความหวานหลักๆเลยก็จะมาจากน้ำผึ้งที่หวานและหอม แม้จะไม่แปรงฟันคนก็ฟันไม่ผุกันค่ะ น้ำตาลเพิ่งจะเป็นที่รู้จักของชาวยุโรปก็เมื่อง 500 กว่าปีก่อนนี้เองค่ะ

เมื่อน้ำตาลมาเจอ นม ไข่ และขนมปัง ก็จะเกิดเป็นขนมเค้ก!

 

 

แต่ชาวยุโรปก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้นยังหาอาหารอร่อยๆ จากทั่วโลกเพื่อมาปรุงเมนูของตัวเอง

 

และ ชาวสเปนก็ได้มาพบเจอกับเจ้าลูกมหัศจรรย์ เมื่อราว 500 ปีก่อน..นั่นคือเจ้าโกโก้นั่นเอง โกโก้เนี่ยจริงๆมาจากอเมริกาใต้ค่ะ รสก็ขมๆ แต่พอใส่นมใส่น้ำตาลแล้ว..อื้มมมม .. ชาวละตินเรียกมันว่า Theobroma หรือ อาหารของพระเจ้านั่นเอง

 

ชาวสเปนครอบครองโกโก้คนเดียวในยุโรปมานาน แต่พอเวลาผ่านไป ใครๆก็อยากจะเป็นเจ้าของช็อคโกแล็ตจริงไหมคะ

 

รูปเมล็ดและผลโกโก้
 

หลังจากที่ช็อกโกแลตในครองใจคนทั้งโลก เราก็มีการปลูกต้นโกโก้ หรือต้นคาเคา (cacao) ในที่ร้อนชื้นกระจายไปทั้งโลกเลยค่ะ



ส่วนบราวนี่หรือเค้กเนี่ย เราไม่ค่อยใช้ยีสต์ทำเท่าไหร่ค่ะ เราใช้ Baking power กันมากกว่า ซึ่งก็เป็นของที่หาได้ในบ้านคือ Baking Soda กับ Cream of Tartar (ครีมออฟทาร์ทาร์ หรือ ทาร์ทาริคเอซิด เป็นของที่ได้จากการหมักไวน์ค่ะ)  พอเอามาผสมกันก็จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก็ต้องขอบคุณคุณอัลเฟรด เบิร์ด นักเคมีชาวอังกฤษที่คิดค้นวิธีการทำขนมให้ง่ายขึ้นในปีค.ศ. 1843 เพราะภรรยาของเขาแพ้ยีสต์ค่ะ ..แหม เป็นสามีที่น่ารักมากจริงๆ


 
นอกจากจะมีขนมช็อคโกแล็คที่หลายคนชื่นชอบแล้ว  Sweetery ยังใส่ขนมอีกอย่างที่ท็อปฮิตติดอันดับโลกตลอดการมาด้วย

ขนมนั้นคือ Marshmallow
 

มาร์ชเมลโล่ที่เรากินทั่วไปนี้ ส่วนใหญ่ทำจากไข่ขาวและน้ำตาล + เจลาตินค่ะ ให้หยุ่นๆ เด้งดึ๋งๆ แต่สมัยก่อนเนี่ย ขนมแบบนี้ทำมาจาก "รากมาร์ชเมลโล่" นะคะ เราถึงเรียกมันว่าขนมมาร์ชเมลโล่ไงคะ ทำจากน้ำตาล ไข่ขาว และรากมาร์ชเมลโล่มากวนกันให้เนียน ในมาร์ชเมลโล่มีสารที่ชื่อว่าเพกตินที่ทำให้มันเซ็ตตัวและออกจะหยุ่นๆหน่อยค่ะ

และเจ้ามาร์ชเมลโล่นี่ แพร่หลายในยุโรป แอฟริกาเหนือ (อียิปต์นี่ใช้กันเยอะ) และ เอเชียตะวันออกค่ะ และยังเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติเป็นยาด้วย


 
 
หลังจากทึ่กินขนมกันเสร็จแล้ว เราก็มาล้างปากกันด้วยชาค่ะ
 

นอกไปจากโกโก้และกาแฟแล้วชาวยุโรปก็เริ่มดื่มชาเพราะมีการเดินทางระหว่างอินเดียกับอังกฤษกันมาก ในแถบดาจิลลิ่งภาคเหนือของอินเดียมีการปลูกชากันเยอะค่ะ และจนตราบถึงทุกวันนี้ผู้ดีอังกฤษก็ยังดื่มชาตอนบ่ายอยู่เลยค่ะ

 

ที่นี่มีการนำชามาผสมกับดอกกุหลาบให้เป็นแบบ infusion เพื่อให้กลิ่นละมุนยิ่งขึ้นสดชื่นดีจังค่ะ
 

 

หลังจากทึ่อิ่มกันจนพุงกางแล้วก็ถึงเวลาต้องลากลับแล้วหล่ะค่ะ

 

ต้องขอบคุณร้าน Sweetery มากสำหรับขนม เทียนวันเกิดและไอเดียดีๆ แล้วเรามาคุยกันใหม่คราวหน้านะคะ :)

ติดตามคุยกันในเพจได้ที่นี่
 

พูดคุยเป็นการส่วนตัว ทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์ ความรู้ตัวได้ที่ @krumay



กรอกข้อมูลเพื่อรับข้อมูลมีประโยชน์ได้ที่นี่ คลิ๊กเลย

Created date : 03-08-2016
Updated date : 03-08-2016
กดติดตามกัน เพื่อรับเรื่องราวดีๆ
Post by : ครูเมย์ KruMayExplorer
ครูเมย์เชื่อว่า ความรู้ ไม่ได้สำคัญที่สุดในการเรียนหนังสือ มนุษย์คนนึงจะรู้ได้ซักเท่าไหร่กัน เมื่อเทียบกับความรู้ของโลกนี้ที่มีอยู่ อัจฉริยะไอน์สไตน์ จะรู้ได้ถึง 1% ของความรู้ในโลกนี้ไหม
วิทยาการพัฒนาไปไกลมาก เปลี่ยนไปเยอะมาก ตอนนี้ มันเป็นโลกของการแบ่งปัน - แบ่งกัน ความขี้สงสัย กับ ความเอื้ออาทรต่างหาก ที่พาให้โลกหมุนไปได้ ติดตามมาคุยกันได้ที่เพจ www.facebook.com/KruMayExplorer

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles