[ article] จากเภสัชกรสู่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์

 
 
 
      คนเราบ่อยครั้งที่สิ่งที่เรียนกับสิ่งที่ชอบมันเดินสวนทางกัน เรียนมาอย่างหนึ่งแต่อยากไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง ถามว่าแล้วทำไมไม่เรียนในสิ่งที่ชอบเสียเลยตั้งแต่ตอนแรก?

      อ้าวก็สิ่งที่เคยคิดว่าใช่มันเกิดไม่ใช่ขึ้นมา จะทนกล้ำกลืนฝืนใจทำต่อไปให้ใจเป็นทุกข์อยู่ทำไม ในเมื่อค้นพบเส้นทางใหม่ที่ใช่และถูกใจกว่าเดิมก็ยูเทิร์นกลับหลังหันไปให้ไวเลย

 
ภาพจาก : Posttoday
 

       เขาคนนี้ก็เช่นกัน ที่ค้นพบเส้นทางใหม่ที่ใช่กว่าเดิม เขาก็ไม่รีรอให้เสียเวลา เภสัชกร "คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์" ผู้ก่อตั้งสถาบันฝึกอบรม Beyond Training ได้เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่าที่บ้านทำร้านขายยาวิ่งเล่นในร้านมาตั้งแต่เด็ก เห็นแม่ทำงานที่ร้านก็ดูชิลๆ สบายๆ

       งั้นเรียนเภสัชก็แล้วกันจะได้มาทำงานของที่บ้าน เลยเลือกเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเขาได้ทุนพระราชทานจากสมเด็จย่า

      หลังจากเรียนจบเขาก็ทำงานตามสายที่ได้ร่ำเรียนมาด้วยการเป็น Sales ให้กับบริษัทยายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง

      ทำอยู่ได้ 5 ปี ก็ได้เป็น sales manager คอยดูแลผู้แทนการขาย นอกจากนี้ เขายังจะคอยเป็นเทรนเนอร์ให้กับเซลส์ขายยารุ่นน้อง ในการไปเปิดการขายให้กับร้านขายยาต่างๆ

 
ภาพจาก : youtube
 

จากจุดนี้นี่เองที่เขาเพิ่งค้นพบจากภายในตัวเองว่า
  • ​เขาชอบพูดชอบสอน
  • ชอบการสื่อสาร
  • ชอบเป็นวิทยากร
  • ชอบให้ข้อมูล
  • ชอบทำการอบรม ไม่ได้ชอบการเป็นตัวแทนการขายยาอย่างที่คิดไว้
      “ณ จุดนี้ผมก็หาข้อมูลทำการบ้าน ไม่ใช่เรื่องการขายยานะ แต่เป็นการค้นคว้าข้อมูลเรื่องการพูด เทคนิคการสอนการสื่อสาร การยืนหน้าเวทีต่อคนเยอะๆ ต้องมีปฏิกิริยาอย่างไร ท่าทีท่วงท่า การมอง การสบตาเขาสนุกกับการอบรมตรงนี้ และพบว่าระหว่างที่เขาอบรมให้คนฟังนั้นทุกคนจะสนุกสนานเฮฮาเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และหลายคนมักจะเรียกร้องให้เขาเป็นผู้อบรมเสมอ”
 

 
      หลังจากที่เขาได้ค้นพบความสามารถและความสุขจากการเป็นวิทยากรฝึกสอนแล้ว เขายังคงทำงานต่อไปอีก 3 ปี พร้อมฝึกปรือและไปอบรมเรื่องการพูดจากสถาบันต่างๆ อยู่เสมอ แต่แล้วบังเอิญไปทราบว่าวิทยากรจากข้างนอกที่บริษัทจ้างนั้นมีค่าตัวในการพูดสูงถึงวันละ 4 – 5 หมื่นบาท

      ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจว่า ถ้าอย่างนั้นเขาสามารถออกไปเป็นวิทยากรนักพูดได้สิ มันน่าจะประกอบเป็นอาชีพได้ เลี้ยงตัวเองได้อย่างดีแน่นอนเลย ตอนนั้นเขาก็คิดแบบคนธรรมดาที่อยากสร้างฐานะให้กับครอบครัว ในฐานะลูกชายคนโตเขาก็อยากให้แม่สบาย

 

 
     เนื่องจากที่บ้านก็ไม่ได้ทำธุรกิจใหญ่โตอะไรมากนัก พ่อแม่จะสบายกว่าที่เป็นอยู่ก็คงยาก เขาจึงตัดสินใจกล้าที่จะเปลี่ยนสายงาน เพราะหากเป็นตัวแทนจำหน่ายยาก็คงจะดีได้ประมาณหนึ่ง แต่ความสุขความอิ่มเอมใจจากงานที่รักคงไม่มากพอที่จะเติมเต็มความฝันของเขาได้

     เขาลองทบทวนตัวเองและไปทดลองวิจัยว่า คนในแบบเขาควรจะทำงานอะไรที่เหมาะกับชีวิต ได้ทั้งเงินและความสุขใจไปพร้อมกัน ผลการวิจัยบอกว่าเขาเหมาะกับการเป็นนักการสื่อสาร โดยเขาไปเข้าอบรมเรียนทางด้านโค้ชและการเป็นวิทยากรมืออาชีพเรียนรู้ให้เข้มข้น

     รู้ลึกรู้จริงมากยิ่งขึ้น เรียนกับหลายหลักสูตร ลงทุนเรื่องค่าเรียนไปหลายแสนบาท
จากนั้นเขาก็ได้ทำงานให้กับบริษัทที่ปรึกษาที่จัดสัมมนาในด้านพัฒนาตัวเอง

     ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มาจากต่างประเทศ การฝึกปรือกว่า 3 ปี ของเขาไม่เสียเปล่า

     เขาเรียนรู้ว่าวิทยากรทั่วไปในการขึ้นพูดจะสนใจในเรื่องเนื้อหาเป็นหลัก แต่เขาโฟกัสเรื่องภาษาร่างกาย

     การมีส่วนร่วมของผู้เข้าอบรม ดูบรรยากาศรอบตัว ให้คนฟังสนุก และได้ความรู้
ไปพร้อมกัน มี Feeling ร่วมกัน

     ไม่ใช่เน้นแต่เนื้อหาจนลืมคนฟังให้มีส่วนร่วมกัน เป็น Edutainment ในการอบรม
 
      มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้คนฟังเปิดรับ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน
ในที่สุดสิ่งที่เขาบ่มเพาะก็เติบโตเป็นรูปเป็นร่าง

      เขาประสบความสำเร็จในอาชีพใหม่ที่เลือกด้วยใจรัก เขาสามารถเป็นวิทยากรมืออาชีพระดับประเทศ ที่สามารถแบ่งปันความรู้ แรงบันดาลใจต่อหน้าคนหลักพันคน

 
     และปัจจุบันยังเป็นนักจัดอีเวนต์ สัมมนา (Seminar Producer & Promoter) แถวหน้าคนหนึ่งแห่งวงการสัมมนาเมืองไทย ที่จัดอีเวนต์สัมมนาใหญ่ๆ มาแล้ว 8 สัมมนา ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา สร้างคุณค่า ส่งมอบความรู้ให้กับคนไทยเกือบ 1 หมื่นคน

*********
สนใจติดตามข้อมูล อ่านต่อได้ที่ 
https://www.facebook.com/Pantae.fan



 
 
 
กดติดตามกัน เพื่อรับเรื่องราวดีๆ
Post by : Pantae Reporter
บทความโดยทีมงาน พันธุ์แท้.com

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles